พิธีถวายเลือดรอฟีเฎาะฮฺ

พิธีถวายเลือดรอฟีเฎาะฮฺ
ท่านอาลี ท่านฮาซัน และท่านฮูเซน ไม่เคยรับรู้พิธีนอกรีดที่ว่านี้เลย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รอฟีเฎาะฮฺ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รอฟีเฎาะฮฺ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

อัรรอฟีเฎาะฮฺกล้าสาบานว่า ท่านหญิง อาอีซะห์เป็นชาวนรก !!

การมุบาฮะละฮฺ ระหว่าง ชัยคฺ มุฮัมหมัด อิบนุ อับดุรเราะหฺมาน อัลกูส และ นาย ยาซิร อัลฮะบีบ (ชีอะห์รอฟีเฎาะฮฺ) หรือในในโลกอาหรับ เรียก นาย ยาซ๊ร อัลฮะบีบ ว่า ชัยคฺ ชัยฏอน ยาซีร อัลคอบีส ซึ่งรอฟีเฎาะฮฺ
กล้าสาบานว่า ท่านหญิง อาอีซะห์เป็นชาวนรก


เมื่อท่านหญิงอาอีชะฮฺถูกกล่าวร้ายว่าเป็นหญิงซีนา เมื่อวันเสียชีวิตของท่านหญิง  คือวันเฉลิมฉลองความดีใจ เมื่อบรรดาผู้ถูกสัญญาด้วยสวรรค์ กลายเป็นผู้พำนักในไฟนรก...!!!

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ฟัตวาของลัทธิอัรรอฟีเฎาะฮฺดูภาพโป๊ได้

อยาตุลลาต อัล-คูอีย์


6 - محمد بن يحيى، عن أحمد بن محمد، عن علي بن الحكم، عن علي بن سويد قال: قلت لابي الحسن (ع): إني مبتلي بالنظر إلى المرأة الجميلة فيعجبني النظر إليها، فقال لي: يا علي لا بأس إذا عرف الله من نيتك الصدق وإياك والزنا فإنه يمحق البركة و يهلك الدين

"รางานจากอะลี บินสุวัยดฺ กล่าวว่า ฉันได้กล่าวแก่อิมามอบุลหะสัน อลัยฮิสสลาม ว่า ฉันประสบปัญหาอันเนื่องจากการมักจะชำเลืองมองไปยังสตรีงามๆ ดังนั้นฉันจึงได้มองไปยังเจ้าหล่อน ท่านอิมามตอบว่า "ไม่เป็นไร" เพราะอัลลอฮฺทรงรู้ถึงเจตนาที่แท้จริงของเจ้า แต่จงระวังการผิดประเวณี เพราะมันจะเป็นสาเหตุให้อีมานพังทลายลง"

หนังสือ อัลกาฟี ของ เชคกุลัยนี (บุรุษที่ชีอะฮฺชื่อว่าเป็นตัวแทนของอิมามมะฮฺดี) เล่ม 5 หน้า 542 หมายเลข 6
หนังสือ วะซาอิลุชชีอะฮฺ ของ อบุลหะซัน ฮัรรุลอามิลี เล่ม 20 หน้า 308 หมายเลข 3






هل يجوز النظر إلى صور الخلاعة قصدا ، إذا لم يحدث أي شهوة ؟ السؤال: 9


. إذا لم يكن مثيرا للشهوة كما هو المفروض في السؤال جاز، والله العالم. : الفتوى

คำถาม: เป็นที่อนุมัติหรือไม่ที่จะมองอย่างจงใจไปยังภาพลามกอนาจาร ซึ่งถ้าหากว่าดูแล้วมันไม่ก่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศ

คำตอบ : ถ้าหากดูแล้วมันไม่ก่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศดังที่กล่าวไปในคำถาม ก็ถือว่าเป็นที่อนุมัติ วัลลอฮุอะอฺลัม

(ฟัตวาหมายเลข 9 ในหนังสือ “ศิรอตุนนะญาต” ของ อัลคูอีย์ ในบทที่ชื่อว่า “อัลมุฮัรริมาต อัลเฟี๊ยะอฺลียะฮฺ” ฉบับออนไลน์อ่านได้ที่เว็ปนี้ http://arabic.al-khoei.org/falea.htm )


ซึ่งขัดแย้งกับอัลกุรอานที่ว่า

{ قُلْ لِّلْمُؤْمِنِينَ يَغُضُّواْ مِنْ أَبْصَارِهِمْ وَيَحْفَظُواْ فُرُوجَهُمْ ذٰلِكَ أَزْكَىٰ لَهُمْ إِنَّ ٱللَّهَ خَبِيرٌ بِمَا يَصْنَعُونَ }
[24:30]"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดามุอฺมิน ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ และให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ"

นี่แหละคือรอฟีเฎาะฮฺ

"มุศฮัฟฟาติมะฮฺ" หรือ คัมภีร์ของท่านหญิงฟาติมะฮฺตามอากีดะฮฺของรอฟิเฎาะฮฺ



ในเว็ปไซต์ภาษาอังกฤษของพวกรอฟิเฎาะฮฺที่ชื่อว่า http://www.balagh.net/ จากไว้ดังนี้ 


คำแปล 


ยิ่งไปกว่านั้น ท่านชัยคฺศอดูก อุลามาอ์ชีอะฮฺผู้ยิ่งใหญ่แห่งอิหร่าน ได้รายงานหะดีษไว้ในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า "อิลัลชะรอเอี๊ยะอฺ" จากท่านเซด อิบนุอะลีกล่าวว่า "ฉันได้ยินอบูอับดุลลอฮฺซึ่งก็คืออิมามศอดิกกล่าวว่า ท่านหญิงฟาติมะฮฺนั้นถูกขนานนามว่า "มุฮัดดะษะฮฺ" เพราะว่าท่านมลาอิกะฮฺญิบรีลได้เสด็จลงมาหาเธอจากฟากฟ้าและได้พูดกับเธอเฉกเช่นเดียวกับที่ได้เคยพูดกับ นางมัรยัมบุตรของอิมรอน (แม่ของนบีอีซา) ดังนี้ "โอ้ฟาติมะฮฺ อัลลอฮฺได้ทรงเลือกเธอให้อยู่เหนือสตรีทั้งหมดของทุกๆอุมมะฮฺ"



มุศฮัฟฟาติมะฮฺ จาก การเปิดเผยของหนังสือที่ชีอะฮฺศรัทธาอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอิสลามและไม่มี้อผิดพลาดเลย : "อัลกาฟีย์"
ในหนังสือหะดีษหมายเลข 1 ของชีอะฮฺอย่าง "ศอเฮี๊ยฮฺอัลกาฟีย์" ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับฟาติมะฮฺไว้ดังนี้

อิมาม(ญะอฺฟัร อัศ-ศอดิก)กล่าวว่า : เรามีคัมภีร์ฉบับของฟาฏิมะฮฺ และท่านรู้ไหมว่าคัมภีร์ฉบับของฟาฏิมะฮฺนี้คืออะไร? ในมันนั้นก็เปรียบเสมือนอัล-กุรฺอานซึ่งมีขนาดใหญ่โตกว่าอัล-กุรฺอาน(ฉบับปัจจุบัน)ถึงสามเท่า และฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า มันไม่ได้บรรจุแม้สักถ้อยคำหนึ่งของอัล-กุรฺอาน(ฉบับปัจจุบัน)ของท่านเอาไว้แม้แต่น้อย 
เราได้เห็นได้ทราบกันไปแล้วว่า มุสฮัฟฟาติมะฮฺ ตามหลักความเชื่อของพวกชีอะฮฺอัรรอฟิเฎาะฮฺนั้น คืออะไร แน่นอนเราสามารถสรุปได้ตรงนี้เลยว่า มุศฮัฟฟาติมะฮฺคือ
1. วะฮีย์ที่พระองค์อัลลอฮฺทรงประทานมาแก่ท่านหญิงฟาติมะฮฺ เมื่อเป็นเช่นนี้จริงมันก็ไม่ต่างจากอัลกุรอานเลย เพราะอัลกุรอานก็คือวะฮีย์
2. เมื่อมุสฮัฟฟาติมะฮฺคือวะฮีย์จากอัลลอฮฺ มันก็ย่อมหมายถึงว่ามันคือคัมภีร์จะเรียกว่าอัลกุรอานหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ ทุกวันนี้มันอยู่ที่ไหน หรือว่ามันหายไปแล้ว??? ถ้าชีอะฮฺหามาแสดงไม่ได้ก็แสดงว่า วะฮีย์ของอัลลอฮิอย่างมุศฮัฟของฟาติมะฮฺก็สูญหายไปเช่นเดียวกับอากีดะฮฺอัลกุรอานไม่ครบของรอฟิเฎาะฮเอง


แต่เมื่อได้ถามรอฟีเฎาะฮฺในประเทศไทย ว่าคัมภีร์ของฟาติมะฮฺคืออะไร พวกเขาก็จะตอบมาว่า ว่าชาวซุนนะฮฺเข้าใจผิดแล้ว มันไม่ใช่คัมภีร์ แต่มันคือ หนังสือบันทึกส่วนตัวในเรื่องศาสนาของท่านหญิงฟาติมะฮฺเอง!! การแก้ตัวนำขุ่นๆเช่นนี้ปรากฎพบในการถกกันของ นายสุไลมาน ฮุซัยนี ดังนี้


ทุกท่านคงได้เห็นแล้วว่า นายสุไลมานได้ "โกหก" ต่อ อ.ฟารีดและคณะที่ไปถกในครั้งนั้นอย่างไร ซึ่งต่างกับหลักฐานข้างต้นโดยสิ้นเชิง นาอูซูบิลลาฮฺฮิมินัซซาลิก

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รอฟีเฎาะฮฺคือศัตรูอิสลาม




กลุ่ม ฮิซบุลลอฮฺ พวกเขาอยู่ในแนวทางของชีอะฮฺ หัวหน้าของกลุ่มที่ชื่อว่า หะซัน นัศรุลลอฮฺ ก็เคยเข้าร่วมกับกลุ่มชีอะฮฺอีกกลุ่มที่ชื่อว่ากลุ่มอมัล (???) ในการเข่นฆ่าชาวซุนนีในเมืองเบรุตประเทศเลบานอน คนผู้นี้เช่นกันที่ได้ประณามและด่าท่านมุอาวิยะหฺ บินอบีซุฟยาน (เป็นศอฮาบะฮฺท่านนบีและเป็นผู้หนึ่งที่ท่านนบีมอบหมายให้บันทึกอัลกุ รอาน)อย่างเปิดเผยในสังคมเลบานอนโดยมิได้ใส่ใจความรู้สึกของชาวซุนนีแม้แต่ น้อย กลุ่มฮิซบุลลอฮฺอีกเช่นกันที่ได้เข้าไปครอบครองมัสยิดต่างๆของชาวซุนนีทาง ภาคใต้ของเลบานอนโดยไม่คำนึงถึงเสียงเรียกร้องของผู้นำชาวซุนนีแต่อย่างใด


หนังสือ ต่างๆของชาวชีอะฮฺได้ระบุอย่างชัดเจนในเรื่องการเป็นกาฟิร(การปฏิเสธ ศรัทธา)ของชาวซุนนีหรือชาวอันนาศิบะหฮฺ (คือพวกที่ถูกชีอะฮฺกล่าวหาว่าไม่ยอมรับการเป็นผู้นำของท่านอะลี โดยอ้างว่าท่านอะลีสมควรที่จะเป็นคอลีฟะฮฺมากกว่าท่านอบูบักรฺ ท่านอุมัรและท่านอุษมาน ซึ่งพวกที่ถูกชีอะฮฺกล่าวหาอย่างนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากชาวซุนนีนั่น เอง) หนังสือบางเล่มของชีอะฮฺเช่น อัลกาฟียฺของอัลกุลลัยนียฺ ยังได้กล่าวหาท่านหญิงอาอิชะฮฺ(ภรรยาท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่าได้กระทำสิ่งลามก(การผิดประเวณี) และโองการในซูเราะฮฺอันนูรนั้นอัลลอฮฺก็มิได้ประทานลงมาเพื่อประกาศความ บริสุทธิ์ของท่านหญิงอาอิชะฮฺแต่อย่างใด ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ตรงข้ามกับที่ชาวซุนนีเชื่อว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺถูกใส่ ร้ายโดยกลุ่มมุนาฟิกีนในมะดีนะฮฺว่านางได้ทำซินา จนอัลลอฮฺตะอาลาได้ทรงประทานโองการดังกล่าวมาเพื่อประกาศความบริสุทธิ์ของ ท่านหญิง


ชาว ชีอะฮฺทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกยังคงประกาศความเคารพภักดีต่อโคมัยนีผู้ ซึ่งเห็นชาวซุนนีเป็นศัตรู จนถึงขั้นที่ว่าบรรดาชาวยิวและคริสต์ในอิหร่านได้รับสิทธิในสภาอิหร่าน ในขณะที่ชาวซุนนีไม่มีสิทธิและตำแหน่งใดๆในสภาดังกล่าว


ชาวซุนนีในอิหร่านยังถูกข่มเหง ถูกทรมาน และถูกอธรรมในหลายๆรูปแบบ มัสยิดของพวกเขาถูกทำลายหรือถูกยึดโดยชาวชีอะฮฺ ถูกปิดกั้นมิให้เผยแผ่หลักการของอะหฺลุซซุนนะฮฺ ถูกห้ามมิให้มีโรงเรียนของชาวซุนนี และล่าสุดทางการอิหร่านได้จำคุกชาวซุนนีกลุ่มหนึ่งในมณฑลอัลอะหฺวาซด้วยข้อ หาครอบครองหนังสือซุนนีแนวสะลัฟ 


ชาว ชีอะฮฺทั้งในอิหร่าน เลบานอน รวมทั้งประเทศไทย ไม่เคยลืมความขัดแย้งระหว่างซุนนีและชีอะฮฺที่เกิดขึ้นมาในอดีต พวกเขายังคงรื้อฟื้นและเน้นย้ำถึงความขัดแย้งด้านความเชื่อและหลักศรัทธา หัวหน้าชาวชีอะฮฺในเมืองไทยยังเคยประณามท่านอุมัร บิน อัลคอฎฎอบ(ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ในเทปดังม้วนหนึ่ง) โดยไม่สนใจความรู้สึกของชาวซุนนี แต่ทำไมเล่าจึงเรียกร้องให้ชาวซุนนีลืมความขัดแย้งทั้งหมด ทำไมเล่าจึงเรียกร้องให้เลื่อนหรือยกยอดความขัดแย้งนี้ไป



วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

จับโกหกพวกมุนาฟิกีนชีอะฮฺ กรณีฟัตวาโลกแบน



เชคบินบาซได้ฟัตวาในเวปไซต์ของท่านว่า
الأرض كروية عند أهل العلم، قد حكى ابن حزم وجماعة آخرون إجماع أهل العلم على أنها كروية، يعني أنها منضمٌ بعضها إلى بعض مدرمحة، كالكرة، لكن الله بسط أعلاها لنا فجعل فيها الجبال الرواسي، وجعل فيها الحيوان والبحار رحمةً بنا، ولهذا قال: وَإِلَى الْأَرْضِ كَيْفَ سُطِحَتْ [(20) سورة الغاشية]. فهي مسطوحة الظاهر لنا ليعيش عليها الناس ويطمئن عليها الناس، فكونها كروية لا يمنع تسطيح ظاهرها ؛ لأن الشيء الكبير العظيم إذا سُطح صار له ظهرٌ واسع.

ตามทัศนะของนักวิชาการอิสลาม(ในอดีต)แล้วนั้นโลกมีสัณฐานกลม เพราะแท้จริงแล้วท่านอิบนุฮัซมิน (ปราชญ์มุสลิมชาวสเปน มีชีวิตตั้งแต่ปี ค.ศ.994-1064) และกลุ่มของนักวิชาการอื่นๆได้ระบุว่ามีมติเอกฉันท์ในหมู่นักวิชาการผู้ทรงความรู้ว่าโลกนั้นมีสัณฐานกลม นี้หมายถึงว่าส่วนๆต่างทั้งหมดของโลกนั้นได้ถูกเชื่อมต่อกัน(เพราะความกลม-ผู้แปล) ดังนั้นรูปทรงของโลกทั้งหมดนั้นจึงคล้ายกับลูกบอล(กลม) อย่างไรก็ตามพระองค์อัลลอฮฺได้ทรงทำให้แผ่นดินนี้ได้แผ่ออกไปแก่พวกเรา และพระองค์ได้ทรงประทับภูเขาไว้บนหน้าแผ่นดินนี้ และได้วางบรรดาสัตว์ให้อาศัยบนหน้าแผ่นดินนี้ตลอดจนบรรดาทะเลทั้งหลาย ทั้งหมดนี้คือความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อเรา ดังที่พระองค์ได้ทรงกล่าวว่า

{ وَإِلَى ٱلأَرْضِ كَيْفَ سُطِحَتْ }

และ(พวกเขาไม่พิจารณา ไป)ยังแผ่นดินบ้างหรือว่ามัน ถูกแผ่ลาดไว้อย่างไร ? (88:20)

ดังนั้นโลกได้ถูกทำให้แบน สำหรับเรานั้นในกรณีของ พื้นผิวของมัน(หมายถึงแผ่นดินเป็นพื้นราบ แต่สัณฐานโลกเป็นทรงกลม) ด้วยเหตุนั้นมนุษย์สามารถที่จะอาศัยอยู่บนโลกได้และมนุษย์ก็ยังสามารถที่จะอาศัย อยู่บนมันอย่างมั่นคง ความจริงที่ว่าโลกกลมนั้นมิได้ขัดแย้งใดๆกับที่ว่าพื้นผิวของมันนั้นได้ถูกสร้างมาให้แผ่ราบแบน ดังนั้นพื้นผิวของมันจึงได้กระจายไปอย่างกว้างขวาง



http://www.binbaz.org.sa/mat/18030